เด็กใหม่ ประสบการณ์ใหม่ หมวกใบแรกที่จะถอดวาง
posted on 12 Sep 2008 23:40 by kemkem in LIFE
ช่วงนี้งานยุ่งมากกกกก
เหนื่อยมากเลย
ต้องมาวางแผนการตลาดของที่ทำงานใหม่
แต่ว่างานนี้ท้าทายสุดๆ
เหนื่อยแต่สนุกครับ
เบื่อก็แต่พวกเก่าๆ ชอบคิดว่าตัวเองแน่ เจ๋งแล้วเหรอเพ่
หนำซ้ำไม่พอ ทำงานกลุ่มไม่เป็นอีก
ทีมเวอร์กอ่ะ รู้จักมั้ยยย สาดดดด...
พรรคนี้อาจจะมาๆหายๆ อย่าว่ากันนะ
งานกำลังเข็มข้นเลย
อีกด้านนึง พยายามทำงานเยอะๆ
คิดแต่เรื่องงาน จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน
เหงา สุดชีวิตครับ
พอตอนดึกๆมา เหมือนพวกไม่มีใครคบเลย
เพื่อนก็ไม่มี แฟนก็ไม่มี คนที่เราอยากให้เค้ารักเค้าก็ไม่รัก
บัดซบ จริงๆ
สงสัยจะ Lucky in Game Unlucky in Love จะจริง
เหงาเว่ยยยย เกลียดความเหงา.....
________________________________________________________________________________
มาอ่านต่อกันดีกว่า
บางทีรู้สึกว่าเล่ายังไงก็ไม่หมด
เล่าเป็นโครงเรื่องละกัน
ไว้รียละเอียดมาเล่าทีหลัง...555
คุณคิดดูสิ เด็กนักศึกษาจบใหม่เอี่ยมอ่อง รายรับต่อเดือน
รวมแล้วเกือบสามหมื่นบาท
เป็นคุณจะทำยังไง
ผมจำได้ว่าผมส่งเงินให้แม่เดือนละหมื่น
ที่เหลือก็กินเที่ยวสนุกสนาน แต่ไม่เคยคิดจะเก็บออมให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย
เป็นคนดีของเพื่อนให้เค้าหยิบยืมกันได้ทั่ว
เงินเดือนเดือนแรกจำได้ว่าเดินไปซื้อกระเป๋าเป้ใบที่อยากได้ ราคาเป็น พัน
โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดอะไรมากเลย
แต่ก็นั้นแหละนอกจากความสิ้นสติสมประดีของคนไม่รู้จักพอ
ในอีกด้านหนึ่งประสบการณ์การทำงานก็เริ่มเข้มข้นขึ้น
สนามชีวิตที่ไม่ใช่สนามฝึกซ้อมอีกแล้ว
ผมจำได้ว่าอาทิตย์แรกทำงานยังผิดๆถูกๆอยู่
ถึงกับโดนด่า “โห่ ไอ้ควาย โง่รึเปล่าเนี่ย”
ต้องเดินเข้าห้องเย็นไปสงบจิตใจ
เสียงนี้ยังจำติดหูได้จนวันนี้
อยากจะด่าสวนกลับไปแต่ว่าเราก็มีส่วนผิดอยู่จริงหรอก
สนามนี้ยังมีอะไรที่ไม่รู้จักอีกเยอะให้เรียนรู้
อย่างน้อยผมก็ต้องเรียนรู้เรื่องการใช้อารมณ์แล้วล่ะ
ไม่มีใครเกิดมาแล้วฉลาดได้หรอก เราต้องโง่ก่อนฉลาดทั้งนั้น
คนฉลาดต้องรู้จักเอาความโง่ของตัวเองมาพิจารณา แล้วปัญญาจะเกิดเอง
เล่ามาซะนานคงสงสัยกันละสิ ว่าผมทำอะไรในโรงแรมแห่งนี้กัน
“ผมเป็นบ๋อยครับ” ผมมักจะบอกเพื่อนที่คณะ หรืออาจารย์ที่รู้จักอย่างนั้น
บางคนก็ไม่เข้าใจ สงสัยว่าทำไม
เรียนมาตั้งสูง แต่ทำไมเลือกทางนี้
แต่ผมจะบอกให้ครับรายได้ผมมาจากไหน
ส่วนแรกเงินเดือนครับ ก็เท่าค่าแรงขั้นต่ำ
ส่วนที่สองก็ Service charge ครับ อันนี้แหละ เดือนๆนึงรับมาก็ไม่ต่ำกว่าหมื่น
ส่วนที่สามก็ทิป ครับ จากบรรดาลุกค้าทั้งหลาย
ได้ตกวันละร้อย สองร้อยเป็นค่าขนมทุกวัน บางทีโชคดีก็ได้เยอะกว่านี้อีก
ผมเคยได้เยอะที่สุดก็เป็นแบ็งค์ยูโร รวม 50 ยูโรครับ อันนี้เป็นแขกสนิทกัน เค้าให้เราเลย
ทีนี้คงเข้าใจผมบ้างแล้วสิ
คราวนี้มาเรื่องงานของผมบ้าง
ด้วยความที่เราเป็นเด็กที่สุดก็มักจะได้รับความเอ็นดูจากพี่ๆทั้งหลาย
แล้วก็เมตตาจากผู้ใหญ่ แล้วที่สำคัญจากสิ่งที่เล่าเรียนมา
ผมเลยค่อนข้างได้รับพิเศษๆ แบบที่คนอื่นไม่ค่อยได้ทำกัน
อย่างเช่น คนแนะนำไวน์ Wine butler หรือได้ดูแลแขก วีไอพี หลายๆท่าน
ผมโดนส่งไปอบรมนู่นนี่ แล้วการเลื่อนตำแหน่งกับเงินเดือนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
นี่แหละครับ ประสบการณ์ที่สั่งสอนผม
แต่ทำไมผมถึงใช้เวลาที่นี่แค่ปีกว่าๆเองล่ะ
หรือผมบ้าไปแล้ว
-------------------------------------------------------
ผมไม่ได้บ้าครับ ทุกคนยอมมีเหตุผลครับ
โรงแรมดีๆจะเน้นให้บริการลูกค้าอย่างดี
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เวลาคุณคุยกับแขกไม่ใช่เรื่องผิด
แต่การยืนเฉยๆคือสิ่งต้องห้าม
ผมสนิทกับแขกท่านหนึ่งมาก
ขอเรียกว่า “ท่าน” ก็แล้วกัน
ท่านเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ยักษ์แห่งหนึ่ง
รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ท่านจะให้รุ่นลูกบริหารงานแทน
ตอนบ่ายๆ เย็นๆ หลังทำงานท่านมักจะแวะมาคุยงานกับลูกค้า
หรือไม่ก็มานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ที่โรงแรมอยู่เป็นเนืองๆ
แล้วท่านเมตตาเหมือนผมเป็นลูกเป็นหลาน
ครั้งแรกที่คุยกับท่าน ท่านก็สงสัยมากว่าทำไมผมมาทำงานที่นี่
ทั้งๆที่เราน่าจะไปทำอย่างอื่นได้
ไอ้เราก็ว่าตาลุงนี่จุ้นจริงๆ
ผมก็ไม่เคยใส่ใจที่ท่านพูดซักเท่าไหร่
จนเวลาล่วงเลยมาเป็นปี
จนวันนึงตอนบ่ายๆ เราก็ทักทายกันตามปรกติ
ระหว่างช่วงผมว่างๆ
จำได้แม่นว่าวันนั้นแขกน้อย ไม่ค่อยยุ่ง ผมก็เดินไปเดินมาไม่มีอะไรทำ
แล้วท่านก็เรียกผมมาถามไถ่ คุยตามปรกติ
“ นี่ๆเค็ม พี่มีอะไรจะถามหน่อย”
“เรามองเห็นตัวเอง อีกสิบปีทำอะไรอยู่”
…………
ผมเงียบครับ
แล้วก็ตอบไปว่า ”ไม่ทราบครับ ผมไม่เห็นอะไรเลย”
ผมจำหน้าท่านได้ดี
ท่านก็หัวเราะออกมา แล้วบอกผมว่า
“เสียดายว่ะ….ไปนึกมานะ”
“เอ้านี่…”
ท่านเอานามบัตรให้ผม แล้วก็ย้ำต่อว่า
“ไปนึกมา ว่าเราน่ะทำได้มากกว่านี้รึเปล่า”
“เรายังเด็กอยู่ทำอะไรได้อีกเยอะ”
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยได้ก็บอกนะ”
“เอ้า…ไปเอาบิลมา” (เรียกเช็คบิล)
บทสนทนานี่ผมจำได้ทุกน้ำเสียงแต่อาจจะไม่ตรงทุกคำ
หลังจากนั้น ไม่กี่อาทิตย์ พอดีผมต้องย้ายไปอยู่ อีกห้องอาหารหนึ่งเพื่อเลื่อนตำแหน่งใหม่
แต่คำถามนี้ก็ได้แต่ถามตัวเองทุกวัน
แล้วคำตอบก็ยังเป็นคำตอบเดิมอยุ่
”ไม่ทราบครับ ผมไม่เห็นอะไรเลย”
ผมตัดสินใจลาออกหลังจากนั้น ประมาณ 1 เดือน
------------------------------------
กลัวเลยนะเนี้ย มีไรแนะนำบอกกันด้วยนะ ขอเบอร์จากฮาจิ หรือเจษ ก็ได้ มันสองคนมีเบอร์พี่อยู่แต่ไม่เคยโทรหาเลย ... ถ้าไม่มีเรื่อง
อ่านแล้วปลื้ม

#1 By bakabo ลั๊ลล๊า~ on 2008-09-13 08:27