Phukadung

ภูกระดึง..3 (จบ)

posted on 21 Feb 2006 10:19 by kemkem in Phukadung

จุดมุ่งหมายของเราวันนี้คือ ผาหล่มสัก สถานที่ ที่พลาดไม่ได้ถ้ามา ภูกระดึง เราเตรียมสัมภาระเดินทางกันแต่ สิ่งของจำเป็น รวมอาหารกลางวัน กับน้ำดื่มประจำตัว แล้วเราก็ออกเดินทางกัน

-ทางเดินทีเป็นทรายปนดิน-

------------------

อากาศเริ่มคลายความหนาวแล้ว สายลมก็พัดมาเรื่อยๆ เราเดินชมนกชมไม้กันไปเรื่อยๆ ความรู้สึกเหมือนเดินทางไกลสมัยเรียน ลูกเสีอก็ไม่ปาน แล้วเราก็เดินลักเลาะขอบรูปหัวใจของภูกระดึงจาก ผาหมากดูก ที่เรามาดูพระอาทิตย์ตกเมื่อวันก่อน เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ผ่าน ผาจำศีล ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ น่าตลกที่ทุกครั้งที่เราหยุดพักมันจะห่างจากบรรดาผาต่างๆแค่ไม่ถึง 20 เมตร

-ร้านค้าระหว่างทาง ผมเรียกว่า OASIS -

.

- ทุ่งหญ้าข้างทาง-

-----------------

แล้วเราก็มาหยุดพัก กินข้าวกลางวันที่ ผาเหยียบเมฆ การเดินทางของเราวันนี้ออกจะสบายๆหน่อย เพราะทางที่เดินเป็นทางราบ เราก็เดินกันแบบว่า เรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก อยากหยุดก็หยุด ตลอกการเดินทาง มิตรภาพระหว่างทางดูจะเป็นสิ่งสำคัญ เราพักทักทาย และหยุดคุยกัน เรื่องราวต่างๆก็นำมาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนกับว่าความสุขลอยไปลอยมาตลอกการเดินทาง

- ต้นไม้ระหว่างทาง มีกล้วยไม้เกาะด้านบนเต็มไปหมด-

----------------

เดินไปสักพักก็ถึงผาหล่มสัก มีคนที่มาก่อนเราก็ค่อนข้างมากแล้ว รีบเดินเข้าไปถ่ายรูปก่อน น่าจะดีเพราะถ้าสายกว่านี้คนคงเยอะมาก แดดยังแรง ภาพที่ออกมาแทบทุกคนจะตาหยี คงไม่สวยเท่าตอนพระอาทิตย์ตกสักเท่าไหร่ ร้านกาแฟ ชื่อ ชมพู่มะเหมี่ยว ดูจะกลายเป็นที่พักรอของเรา กาแฟ+โปสการ์ด+มิตรภาพของเจ้าของร้าน ดูจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น

-บรรยากาศ ผาหล่มสักตอนไม่มีคน-

---------------

เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตก คนมากมายยืนถ่ายรูปกัน ลมเย็นๆ กับเสียงหัวเราะ ระคนกันไปกลุ่มคนดูวุ่นวาย พระอาทิตย์ตกแล้ว ความมืดก็เข้ามาแทนที่ เราต้องเดินกลับทางเก่าเพราะทางอีกด้านนึงปิดแล้ว เพราะช้างป่าจะออกมา

--------------

ไฟฉายนำทางในความมืดมีดาววับวาวเต็มท้องฟ้าไปหมด มองไปด้านหน้าก็มีแสงวิบวับของคนกลุ่มข้างหน้า ขาที่เมื่อยล้าทำให้เราคุยกันน้อยลงการเดินทางไปกลับระยะทาง 20 กว่ากิโล คงไม่ใช่น้อยสำหรับคนอย่างพวกเรา

คืนนี้หลังอาหารเย็น อากาศก็หนาวแต่ผมก็ยังอาบน้ำได้สบาย วันนี้ผมยังไม่รีบเข้านอนแต่ขอออกมานอนดูดาวเล่นข้างนอก ที่กรุงเทพคงไม่มีดาวมากมายขนาดนี้ ที่กรุงเทพคงไม่หนาวอย่างนี้ ที่กรุงเทพคงไม่เงียบอย่างนี้ ที่กรุงเทพผมก็คงเหงาอยู่อย่างนี้

- เอารูปต้นเมเปิ้ล มาฝากม มีพี่ชายใจดีส่งรูปมาให้-

--------------------

เช้าวันนี้เราเดินลงจากภูกระดึงกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า แล้วตัดสินใจกันว่าจะแบกสำภาระเดินกันลงไปเอง ผมก็ชอบอยู่แล้วล่ะ การเดินลงไม่หนักหนาสักเท่าไหร่ สำหรับพวกเราออกจะหนักไปทางวิ่งลงด้วยซ้ำ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย

.

แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด เรายังต้องก้าวต่อไป สำหรับภูกระดึง ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้นเคยตั้งใจว่าจะไม่มาอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าผมจะต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง...

.

.

ปล 1 เมื่อคราวก่อนบอกว่าใช้เวลาเดินขึ้น 6 ชม. แต่จริงๆแล้วบอกผิดครับ จริงๆแล้วใช้ไป 7 ชม 555 เป็นไงล่ะ

ปล 2 ทำไมพรรคหลังๆ เขียนดูเหงาๆ เศร้าๆ ไม่ค่อยฮาเลย

ปล 3 ช่วงนี้อาจยุ่งๆหน่อย ขออภัยถ้าไปเยี่ยมทุกคนได้ไม่บ่อย

ภูกระดึง...2

posted on 14 Feb 2006 11:36 by kemkem in Phukadung

หลังจากรีบอาบน้ำอาบท่ากัน เพราะคงไม่มีใครกลับมาอาบตอนมืดแน่ๆเชียว แล้วเราก็เริ่มเดินทาง สู่ผาหมากดูก เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกกัน ระหว่างทางก็เจอกับเจ้ากวางตัวใหญ่ โอวคุณพระช่วย นึกว่าวัว ถ้าดูไม่ผิดเป็นขี้เรื้อนรึเปล่านี่ ระยะทาง 2000 เมตร หลังจากอาบน้ำมาน่าจะทำให้สดชื่นขึ้นมาก จนลืมความปวดตอนที่ขา ลานกว้างๆตอนนี้ มีคนมานั่งจับจองที่รอดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ากันหนาตา

------------------------------

สักพักความเย็นก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ช่วงเวลา ราว 10 นาที ที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าดูจะเป็นนาทีทองที่แสงแฟล็ตกล้องถ่ายรูป เสียงหัวเราะระคนกันไป

เมื่อช่วงเวลานาทีทองผ่านไป ความมืดก็เข้ามาเยือน ความหนาวมาแทรก แสงไฟฉายเข้ามาแทนที่ คนเริ่มทยอยกลับที่พักตอนนี้ระยะทางกลับอีก 2000 นี่ทำให้ทรมานสังขารพิลึก ขาที่ไม่มีแรงแม้จะก้าว แต่ก็ต้องก้าว ตามแสงไฟที่ฉายไปข้างหน้า

-----------------------------

กว่าจะกลับมาถึงที่พัก เดี้ยงคงเป็นคำอธิบายคำเดียวที่บอกได้ตอนนี้ ท้องที่ร้องเพลงนำมาตลอดทางเดิน ดูจะเป็นฝ่ายชนะเสียแล้ว ข้าวร้อนๆ ดูจะเป็นที่หมายในวันนี้ เราเสียเวลากับการจัดการอาหารเย็นไม่นาน แต่ถึงร่างกายที่อ่อนล้าลง ดูจะต้องการพักผ่อนมาก แต่เราก็ยังสามารถทนนั่งดูละครเกาหลี ยอดนิยม จนจบได้

2 ทุ่มกว่าๆ ดูจะเป็นเวลานอนที่ออกจะเร็วไปสักหน่อยของคนกรุงเทพ แต่บรรดา เดอะแก็งค์ ของเราก็ลาไปนอนกันหมดแล้ว

เสียงประกาศจาก ที่ทำการอุทยาน เตือนให้เรามารวมตัวกันเพื่อเดินทางไปผานกแอ่น ในตอนเช้า เสียงคนร้องเพลง เสียงกีต้าร์ แว่วๆมา ดูจะขับกล่อมคนนอนหลับได้เป็นอย่างดี

ส่วนตัวผมเองที่ยังพอมีแรงเดินไปคุยเล่นกับเพื่อนที่ เจอกันตอนเดินขึ้นมา ก่อนจะขอตัวเข้านอน

-------------------------

วันที่ 2 เช้าแรกบนภูกระดึง

ฟ้ายังมืดสนิท ดวงดาวส่องแสงกันเต็มฟ้า แสงไฟจากที่ทำการอุทยานส่องมาบอกทาง อากาศเช้านี้หนาวจับขั้วหัวใจ กลุ่มคนเดินกันไปท่ามกลางแสงไฟฉายส่องกันเป็นทาง หลายคู่เดินโอบกอดกันเป็นที่น่าอิจฉา อากาศหนาวอย่างนี้ แต่ก็คงต้องทนหนาวคนเดียวต่อไป

ระยะทางที่ไม่ไกลมากนักจากที่พัก ราว 1500 เมตรแต่สมาชิกของผมก็มีบางคนที่ขอถอนตัว สำหรับโปรแกรมเช้าวันนี้

----------------------------

การรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อากาศที่หนาวจับใจทำให้เราพูดกันน้อยลง ได้แต่ซุกตัวอยู่กับไออุ่นของตัวเอง มันช่างเหงาเหลือเกิน

ภาพของตัวเมืองด้านล่างดูจะเป็นของแก้เหงาได้อย่างดี มีดาวประจำเมืองคอยส่องแสงบอกทาง ที่ดวงอาทิตย์จะโผล่ขอบฟ้าขึ้นมา

และแล้วไข่เค็มไชยยาสีแดงก็โผล่มาตรงเส้นขอบฟ้าทักทาย ผู้รอคอยอย่างไม่ถือตัว ส่องให้เห็นคนนับร้อยบนลาน ที่รอคอยแสงแรกในเช้าวันนี้ อากาศเริ่มคลายความเย็นเมื่อพระอาทิตย์ปรากฏตัวออกมา ข้าวต้มร้อนๆดูจะเป็นของที่ต้องการในตอนนี้

--------------------------

วันนี้เรามีโปรแกรมเดินสำรวจผาต่างๆ ก่อนที่จะไปจบที่ ผายอดฮิต สุดนิยมของนักถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตก ที่ผาหล่มสัก.โปรดติดตามต่อ

ปล. สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ

ปีนี้เหงาจัง ขอให้ปีนี้ของคุณไม่เหงา เหมือนเจ้าของบล็อกนี้นะครับ

ปล.2 ถึงคุณนะ..มีความสุขมากๆนะครับ..

กระเช้า...ลอยคว้า

posted on 09 Feb 2006 13:48 by kemkem in Phukadung

สืบเนื่องจาก เอ็นทรีที่แล้ว......

เล่าเรื่องไปเที่ยวก่อนหน้านี้ แล้วก็มีคนมาถามความเห็นเรื่อง กระเช้าขึ้น ภูกระดึง

เลยอยากจะมาตอบ แล้วก็ให้เพื่อนๆ แสดงความคิดเห็นกันดูว่าคิดยังไงกันบ้าง...

ขอบคุณ ว.26 สำหรับคำถามดีๆ ครับ

--

เห็นแล้วมีคำถาม
เห็นด้วยป่าว
ที่จะมีกระเช้าขึ้นภูกระดึง อ่ะ ???
....
เราไม่เห็นด้วย
แหะๆ เหตุผล เด๋วลูกหาบตกงานนน
...
สวัสดีนะจ้ะ เค็ม

#31 by ว.26At 2006-02-09 10:12:31,

--

ถ้า...การไปเที่ยว กับคำว่าสะดวกสบาย ควรจะเป็นของคู่กัน เราก็คงมีสถานที่เที่ยวมากมายให้เลือกเที่ยวกันมากมาย เมื่อ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลายเป็นรายได้หลักของคนในประเทศ เมื่อภาคเกษตรกรรม ยังมีปัญหา การทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็คงเป็น อีกหนทางหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

----------------------

การสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงคงเป็นอีกหนทางนึง ที่จะสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเหยียบบนภูกระดึงได้ เราก็คงไม่ต้องลากสังขาร เดินกันจนหัวสั่นหัวคลอนต้านแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นระยะทางกว่า 5 กิโล คงเรียกจำนวนคนที่ไปเที่ยวได้มากโข (บ้างว่า..ไม่ได้ทำทั้งหมดทำแค่ครึ่งทาง)

-----------------------

แต่ความรู้สึกในการไปพิชิตยอกภูกระดึงคงต่างกัน คนที่เคยไปปีน(ก็มันต้องปีนจริงๆ)ภูกระดึงคงบอกได้ว่า ตอนที่กลับมาแล้วมันโหดและ มีความสุขมากขนาดไหน ถึงแม้บางคนจะสาบส่ง ไม่ขอไปอีกแล้วชาตินี้..(ผมก็เคยเป็นอย่างนั้น..แต่นี่ก็ครั้งที่ 2 แล้ว และ ปีหน้าว่าจะไปใหม่) ก็ยังกลับมามีเรื่องเล่า ประทับใจได้

------------------------

การสร้าง หรือไม่สร้าง กระเช้า ก็คงต้องเป็นการตัดสินใจของ คนที่ผมเลือกเค้าเข้าไปใน...นั้น..

แต่ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะแต่ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1. แรงงานท้องถิ่น ก็คือลูกหาบ, คนขับรถ, พ่อค้าแม่ค้า

ที่ในช่วงหลังฤดูปลูกข้าวช่วงหน้าฝน ก็สามารถมาเป็นรับจ้างทำงานได้ บางคนเป็นลูกหาบก็ส่งลูกจนเรียนจบ ปริญญาตรี ก็หลายคน แต่ถ้าไม่มีงานหลายคนก็คง ต้องเข้ามาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพ ส่วน พ่อค้าแม่ค้าตาม ซำต่างๆ ก็คงจะมีคนผ่านทางน้อยลงก็คงขาดรายได้ไป จะไปขายของบนภูกระดึง ก็คงไม่พ้นอิทธิพลของคนบางกลุ่ม..เช่น เจ้ๆ..ทั้งหลาย

2. การควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง

ภูกระดึงมีลักษณะเป็นภูเขา ตัดขวางมีที่ราบด้านบนขนาดใหญ่ มีพืช, สัตว์ และพันธุ์ไม้อุดมสมบูรณ์ การจะไปในแต่ละสถานที่คือ ผาต่างๆ ต้องใช้การเดินเท้าหลายกิโลเมตร การควบคุมและจัดการดูจะเป็นเรื่องใหญ่ (แต่เราก็มีข้อด้อยกันตรงนี้)

มนุษย์มีหลายประเภท ครับ ไอ้พวก บัวปริ่มน้ำหรือไม่พ้นน้ำก็มีเยอะ แล้วจะดูแลกันยังไงทั่วถึง

คนที่ลำบากปีนขึ้นมา จะเห็นค่าของความงามเหล่านี้ และช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่ได้ขึ้นมาถึงแล้วก็จากไป ทิ้งไว้ทั้งร่องรอย และเอากลับไปเพื่อความทรงจำ....มันต่างกันครับ

--------------------------------

เครียดๆ เลยเอารูปมาฝากครับ

-รูปนี่ถ่ายกันก่อนขึ้นหน้าตายังสดใส-

- รูปนี้ตอนพระอาทิตย์มาสวัสดีตอนเช้า..-

ปล1 ..ไม่ได้ว่าคนที่อยากขึ้นมาก แต่สังขารไม่เอื้ออำนวยนะครับ...เค้ามีจ้างลูกหาบเหมือนกันนะ ท่าทางจะมันส์กว่าขึ้นกระเช้าเป็นไหนๆ

ปล2 ..คิดถึงนะครับเดี๋ยวไว้ไม่ลืมไปเยี่ยมเยียน ไม่ลืมไม่ลืม

ภูกระดึง...1

posted on 06 Feb 2006 09:47 by kemkem in Phukadung

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 4 ทุ่ม 25 ตามเวลาที่นัดหมายที่ สถานีขนส่ง หมอชิต

ตรุจีนนี้ ผมและพลพรรค โดยมี พี่นุ้ย สาวเคี่ยว(เคี่ยวครับ ไม่ได้พิมพ์ผิด)ขาประจำ เป็นตัวตั้งตัวตี คราวแรกการเดินทางครั้งนี้อาจมีแค่ ผม กับพี่นุ้ย 2 คนด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่มีเพื่อนของพี่นุ้ยพากันมาสมทบอีก (บางคนมีเวลาคิดแค่ 2 ทุ่มก็ยังมาอีก..55) นับไปนับมาได้ 4 สาวกับ 2 หนุ่ม

การเดินทางครั้งนี้คงเริ่มจากความเหน็ดเหนื่อย กว่ารถจะมาก็เสียเวลาไปนานมาก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานและขนมที่กินรองท้องจนอิ่ม คงทำให้ไม่มีใครสังเกตว่ารถเราไม่จอด กินข้าวตอนกลางคืน แต่พี่นุ้ยของเราก็รายงานว่าเค้าซ่อมรถทั้งคืนแทน..55(กรุณาหัวเราะตามเวลามี..55 นะ)

******

และแล้วในตอนเช้าตามเวลา เราก็มาถึงรานเจ๊กิม ร้านที่รถแทบทุกคันจะมาแวะจอดก่อนเดินทางไปภูกระดึงกัน อากาศค่อนข้างหนาวใช้ได้เลยทีเดียว เช้าวันนี้พวกเราไม่รอช้ารีบไปอาบน้ำ (อ๊ะๆๆ..ไม่มีทาง) ล้างหน้าแปรงฟันกันก่อน พร้อมซื้อเสบียงเตรียมกันไว้แต่เนิ่นๆ(สายสืบรายงานว่าที่นี่ของราคาถูกที่สุดท้ายแล้ว) ก่อนที่จะต่อรถสองแถวไปที่อุทยานแห่งชาติ อีกประมาณ 20 นาที อารมณ์นี้ความหนาวคงไม่สามารถต้านทานความระริกระรี้ของผมได้55

แปดโมงตรงเวลาเคารพธงชาติ กางเกงทันสมัยเปลี่ยนเป็นขาสั้น เสื้อกันหนาวก็ฝากไปกับของที่พี่ลูกหาบแบกอยู่ ทนหนาวนิดแต่อีกสักพักก็คงจะดีขึ้น เราเริ่มเดินทางกันหลังจากนั้นไม่นานนัก..ผ่านไป 5 นาทียังไม่ถึง 1 ส่วน 8 ของทางไปซำแฮกเสียงพี่นุ้ย สาวสุดห้าวของเราก็..ดังออกมานี่ถ้าก้าวไปอีกก้าวเดียว ชั้นจะเป็นลมตรงนี้แหละ..ทำให้พวกเราต้องหยุดพักทั้ง ที่ผมเครื่องยังไม่ร้อนเลย แล้วมันจะเป็นไงต่อละนี่..55

แล้วเวลาก็ผ่านไปเราใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะไปถึงซำแฮก..การถ่ายรูปดูจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราจะคิดในตอนนี้ ทุกคนตรงดิ่งไปร้านขายของ สั่งน้ำแข็งใส เติมพลังมันช่างเป็นสวรรค์จริงๆของใช้ส่วนตัว ดูจะกลายเป็นภาระไปแล้ว..55 ส่วนตัวผมพอดีผมเอาใส่กระเป๋าไปแล้วน่ะ เลยไม่ต้องลำบากเหมือนเจ๊ๆเค้า

สำหรับคำแนะนำในช่วงนี้การเดินทางให้เอาสำภาระมาน้อยที่สุดถ้าไม่อยากถือ ให้จำเอาไว้ว่าของที่เตรียมมา ให้เอาออกเพิ่มไปอีกครึ่งหนึ่ง..รองเท้าที่ใช้ก็ควรเป็นคู่ที่ใส่สบายที่สุด

ซำบายดีบ่อ(อันนี้ไม่มี)ซำบอน ซำกกกอ ซำกอซาง พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโดน ซำแคร่และอีกเล็กๆๆอีหลายซำที่ไม่ได้เอ่ยถึงระยะทาง ประมาณ 5.5 กม..ในแนว เกือบ 45 องศา สู่ความสูง ประมาณ 1200 เมตร คงจะเพิ่มความมันส์ในสายเลือดนักเดินป่าได้ดี เมื่อความร้อนในตัวสูงขึ้น ร้านขายของที่อยู่ตามซำต่างๆ ก็คงไม่ต่างจาก โอเอซิส ในทะเลทราย น้ำแข็งใสและน้ำหวานต่างๆดูจะเป็นของที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าได้ดี แล้วข้อดีอีกอย่างก็คือ คนที่เดินทางขึ้นมาไม่มากเหมือนช่วงเทศกาล เลยไม่ต้องลำบากกันเพิ่มไปอีก

ลูกทีมของเรา พี่จูน พี่ติ๊ก พี่เอ็ม พี่นุ้ย เริ่มสนทนาน้อยลงไปเรื่อยๆ สวนทางกับความสูง ส้มตำปูปลาร้าระหว่างทางคงจะเริ่มทำพิษ พี่ป๋องอีกหนุ่ม ก็คงจะได้แต่คอยช่วยสาวๆหอบของต่อไปส่วนผม ก็ได้แต่คอยแจกจ่ายขนมในกระเป๋าเพื่อจะลดน้ำหนักของในกระเป๋าลง..55

ซำทั้งหลายดูจะไม่คุ้นหูและแปลกไปสำหรับผมแต่ตอนนี้ จำมันได้ขึ้นใจเชียวล่ะ

สุดท้าย..ท้ายที่สุดเราก็มาถึง หลังแป เหมือนภาระทุกอย่างที่แบกมันเบาลง ที่พักยังคงอยู่อีกไม่ไกล..เราใช้เวลาเดินทางไปเกือบ 6 ชั่วโมง..55 หัวเราะอีกที ถ้าอ่านจากทางเดินขึ้นมาจะเขียนไว้ว่า ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ไม่จริ้งไม่จริง

พักกันจนหายเหนื่อยเราก็ต้องรีบเดินทางไปที่พักกันต่อใครจะรู้เล่าว่าทางเรียบๆ นั้นมันกว่า 4 กิโล พระเจ้านี่ต้องเดินกันไปอีกถึงไหนและแล้วในที่สุดเราก็มาถึงที่พักเสียที

พอเห็นที่พักแล้วก็ใจเต้น โชคเป็นของเราจริงๆ เราได้เช่าเต็นสีฟ้าอันใหม่ของอุทยานฯ..ถุงนอน และหมอนก็ด้วย สีเขียวสวยใหม่เชียว ผมแอบได้ยินเสียงลอดมาจากลุ่มคนที่รอ สัมภาระอยู่ ว่าถุงนอนที่เราเช่าใหม่เชียวอิจฉาล่ะซี555

เย็นนี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ตอนเย็นครับขาแทบหมดแรงแต่พระอาทิตย์ตกคงมีมนต์ พวกเราเลยต้องเดินกันไปอีกกว่า 2 กิโลแล้วเจอกันนะกำลังรีบเดินไป..

กลับมาแล้วว...

posted on 31 Jan 2006 11:08 by kemkem in Phukadung

เดี้ยง..ครับเดี้ยง

ไม่รู้จะบรรยายยังไง...ไว้จะมาเล่าเรื่องแล้วเอารูปมาฝาก

เหนื่อยโคตร..มันส์โคตร...

*****