Phukadung

ภูกระดึง..3 (จบ)

posted on 21 Feb 2006 10:19 by kemkem in Phukadung

จุดมุ่งหมายของเราวันนี้คือ ผาหล่มสัก สถานที่ ที่พลาดไม่ได้ถ้ามา ภูกระดึง เราเตรียมสัมภาระเดินทางกันแต่ สิ่งของจำเป็น รวมอาหารกลางวัน กับน้ำดื่มประจำตัว แล้วเราก็ออกเดินทางกัน

-ทางเดินทีเป็นทรายปนดิน-

------------------

อากาศเริ่มคลายความหนาวแล้ว สายลมก็พัดมาเรื่อยๆ เราเดินชมนกชมไม้กันไปเรื่อยๆ ความรู้สึกเหมือนเดินทางไกลสมัยเรียน ลูกเสีอก็ไม่ปาน แล้วเราก็เดินลักเลาะขอบรูปหัวใจของภูกระดึงจาก ผาหมากดูก ที่เรามาดูพระอาทิตย์ตกเมื่อวันก่อน เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ผ่าน ผาจำศีล ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ น่าตลกที่ทุกครั้งที่เราหยุดพักมันจะห่างจากบรรดาผาต่างๆแค่ไม่ถึง 20 เมตร

-ร้านค้าระหว่างทาง ผมเรียกว่า OASIS -

.

- ทุ่งหญ้าข้างทาง-

-----------------

แล้วเราก็มาหยุดพัก กินข้าวกลางวันที่ ผาเหยียบเมฆ การเดินทางของเราวันนี้ออกจะสบายๆหน่อย เพราะทางที่เดินเป็นทางราบ เราก็เดินกันแบบว่า เรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก อยากหยุดก็หยุด ตลอกการเดินทาง มิตรภาพระหว่างทางดูจะเป็นสิ่งสำคัญ เราพักทักทาย และหยุดคุยกัน เรื่องราวต่างๆก็นำมาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนกับว่าความสุขลอยไปลอยมาตลอกการเดินทาง

- ต้นไม้ระหว่างทาง มีกล้วยไม้เกาะด้านบนเต็มไปหมด-

----------------

เดินไปสักพักก็ถึงผาหล่มสัก มีคนที่มาก่อนเราก็ค่อนข้างมากแล้ว รีบเดินเข้าไปถ่ายรูปก่อน น่าจะดีเพราะถ้าสายกว่านี้คนคงเยอะมาก แดดยังแรง ภาพที่ออกมาแทบทุกคนจะตาหยี คงไม่สวยเท่าตอนพระอาทิตย์ตกสักเท่าไหร่ ร้านกาแฟ ชื่อ ชมพู่มะเหมี่ยว ดูจะกลายเป็นที่พักรอของเรา กาแฟ+โปสการ์ด+มิตรภาพของเจ้าของร้าน ดูจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น

-บรรยากาศ ผาหล่มสักตอนไม่มีคน-

---------------

เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตก คนมากมายยืนถ่ายรูปกัน ลมเย็นๆ กับเสียงหัวเราะ ระคนกันไปกลุ่มคนดูวุ่นวาย พระอาทิตย์ตกแล้ว ความมืดก็เข้ามาแทนที่ เราต้องเดินกลับทางเก่าเพราะทางอีกด้านนึงปิดแล้ว เพราะช้างป่าจะออกมา

--------------

ไฟฉายนำทางในความมืดมีดาววับวาวเต็มท้องฟ้าไปหมด มองไปด้านหน้าก็มีแสงวิบวับของคนกลุ่มข้างหน้า ขาที่เมื่อยล้าทำให้เราคุยกันน้อยลงการเดินทางไปกลับระยะทาง 20 กว่ากิโล คงไม่ใช่น้อยสำหรับคนอย่างพวกเรา

คืนนี้หลังอาหารเย็น อากาศก็หนาวแต่ผมก็ยังอาบน้ำได้สบาย วันนี้ผมยังไม่รีบเข้านอนแต่ขอออกมานอนดูดาวเล่นข้างนอก ที่กรุงเทพคงไม่มีดาวมากมายขนาดนี้ ที่กรุงเทพคงไม่หนาวอย่างนี้ ที่กรุงเทพคงไม่เงียบอย่างนี้ ที่กรุงเทพผมก็คงเหงาอยู่อย่างนี้

- เอารูปต้นเมเปิ้ล มาฝากม มีพี่ชายใจดีส่งรูปมาให้-

--------------------

เช้าวันนี้เราเดินลงจากภูกระดึงกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า แล้วตัดสินใจกันว่าจะแบกสำภาระเดินกันลงไปเอง ผมก็ชอบอยู่แล้วล่ะ การเดินลงไม่หนักหนาสักเท่าไหร่ สำหรับพวกเราออกจะหนักไปทางวิ่งลงด้วยซ้ำ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย

.

แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด เรายังต้องก้าวต่อไป สำหรับภูกระดึง ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้นเคยตั้งใจว่าจะไม่มาอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าผมจะต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง...

.

.

ปล 1 เมื่อคราวก่อนบอกว่าใช้เวลาเดินขึ้น 6 ชม. แต่จริงๆแล้วบอกผิดครับ จริงๆแล้วใช้ไป 7 ชม 555 เป็นไงล่ะ

ปล 2 ทำไมพรรคหลังๆ เขียนดูเหงาๆ เศร้าๆ ไม่ค่อยฮาเลย

ปล 3 ช่วงนี้อาจยุ่งๆหน่อย ขออภัยถ้าไปเยี่ยมทุกคนได้ไม่บ่อย

ภูกระดึง...2

posted on 14 Feb 2006 11:36 by kemkem in Phukadung

หลังจากรีบอาบน้ำอาบท่ากัน เพราะคงไม่มีใครกลับมาอาบตอนมืดแน่ๆเชียว แล้วเราก็เริ่มเดินทาง สู่ผาหมากดูก เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกกัน ระหว่างทางก็เจอกับเจ้ากวางตัวใหญ่ โอวคุณพระช่วย นึกว่าวัว ถ้าดูไม่ผิดเป็นขี้เรื้อนรึเปล่านี่ ระยะทาง 2000 เมตร หลังจากอาบน้ำมาน่าจะทำให้สดชื่นขึ้นมาก จนลืมความปวดตอนที่ขา ลานกว้างๆตอนนี้ มีคนมานั่งจับจองที่รอดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ากันหนาตา

------------------------------

สักพักความเย็นก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ช่วงเวลา ราว 10 นาที ที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าดูจะเป็นนาทีทองที่แสงแฟล็ตกล้องถ่ายรูป เสียงหัวเราะระคนกันไป

เมื่อช่วงเวลานาทีทองผ่านไป ความมืดก็เข้ามาเยือน ความหนาวมาแทรก แสงไฟฉายเข้ามาแทนที่ คนเริ่มทยอยกลับที่พักตอนนี้ระยะทางกลับอีก 2000 นี่ทำให้ทรมานสังขารพิลึก ขาที่ไม่มีแรงแม้จะก้าว แต่ก็ต้องก้าว ตามแสงไฟที่ฉายไปข้างหน้า

-----------------------------

กว่าจะกลับมาถึงที่พัก เดี้ยงคงเป็นคำอธิบายคำเดียวที่บอกได้ตอนนี้ ท้องที่ร้องเพลงนำมาตลอดทางเดิน ดูจะเป็นฝ่ายชนะเสียแล้ว ข้าวร้อนๆ ดูจะเป็นที่หมายในวันนี้ เราเสียเวลากับการจัดการอาหารเย็นไม่นาน แต่ถึงร่างกายที่อ่อนล้าลง ดูจะต้องการพักผ่อนมาก แต่เราก็ยังสามารถทนนั่งดูละครเกาหลี ยอดนิยม จนจบได้

2 ทุ่มกว่าๆ ดูจะเป็นเวลานอนที่ออกจะเร็วไปสักหน่อยของคนกรุงเทพ แต่บรรดา เดอะแก็งค์ ของเราก็ลาไปนอนกันหมดแล้ว

เสียงประกาศจาก ที่ทำการอุทยาน เตือนให้เรามารวมตัวกันเพื่อเดินทางไปผานกแอ่น ในตอนเช้า เสียงคนร้องเพลง เสียงกีต้าร์ แว่วๆมา ดูจะขับกล่อมคนนอนหลับได้เป็นอย่างดี

ส่วนตัวผมเองที่ยังพอมีแรงเดินไปคุยเล่นกับเพื่อนที่ เจอกันตอนเดินขึ้นมา ก่อนจะขอตัวเข้านอน

-------------------------

วันที่ 2 เช้าแรกบนภูกระดึง

ฟ้ายังมืดสนิท ดวงดาวส่องแสงกันเต็มฟ้า แสงไฟจากที่ทำการอุทยานส่องมาบอกทาง อากาศเช้านี้หนาวจับขั้วหัวใจ กลุ่มคนเดินกันไปท่ามกลางแสงไฟฉายส่องกันเป็นทาง หลายคู่เดินโอบกอดกันเป็นที่น่าอิจฉา อากาศหนาวอย่างนี้ แต่ก็คงต้องทนหนาวคนเดียวต่อไป

ระยะทางที่ไม่ไกลมากนักจากที่พัก ราว 1500 เมตรแต่สมาชิกของผมก็มีบางคนที่ขอถอนตัว สำหรับโปรแกรมเช้าวันนี้

----------------------------

การรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อากาศที่หนาวจับใจทำให้เราพูดกันน้อยลง ได้แต่ซุกตัวอยู่กับไออุ่นของตัวเอง มันช่างเหงาเหลือเกิน

ภาพของตัวเมืองด้านล่างดูจะเป็นของแก้เหงาได้อย่างดี มีดาวประจำเมืองคอยส่องแสงบอกทาง ที่ดวงอาทิตย์จะโผล่ขอบฟ้าขึ้นมา

และแล้วไข่เค็มไชยยาสีแดงก็โผล่มาตรงเส้นขอบฟ้าทักทาย ผู้รอคอยอย่างไม่ถือตัว ส่องให้เห็นคนนับร้อยบนลาน ที่รอคอยแสงแรกในเช้าวันนี้ อากาศเริ่มคลายความเย็นเมื่อพระอาทิตย์ปรากฏตัวออกมา ข้าวต้มร้อนๆดูจะเป็นของที่ต้องการในตอนนี้

--------------------------

วันนี้เรามีโปรแกรมเดินสำรวจผาต่างๆ ก่อนที่จะไปจบที่ ผายอดฮิต สุดนิยมของนักถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตก ที่ผาหล่มสัก.โปรดติดตามต่อ

ปล. สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ

ปีนี้เหงาจัง ขอให้ปีนี้ของคุณไม่เหงา เหมือนเจ้าของบล็อกนี้นะครับ

ปล.2 ถึงคุณนะ..มีความสุขมากๆนะครับ..