แวะมาบอกข่าว

posted on 18 May 2012 21:53 by kemkem
แวะเข้ามาบอกข่าว เผื่อจะได้เป็นห่วงกัน 
หมอบอกว่า มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในสมอง
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าคงมาสรุปกันว่า ฉายแสง คีโม ผ่าตัด
ต้องทำยังไงกันบ้าง อาจได้ไปเที่ยวกรุงเทพกันเร็วๆนี้หล่ะนะ
^^
แต่ผมสุขภาพจิตแข็งแรงดีครับ ไม่ต้องห่วง
ช่วงนี้โรครุมเร้ามาก อย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็น
หน้าเพื่อนคนนึง ผุดแวบขึ้นมา "แต่เราเคยเห็นจริงๆนะ คนที่ทำงานจนตาย"
ไอ้เรามันคนเชื่อว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคนซะนี่...
 
ตอนนี้ 
1. ความดันโลหิตสูง
2. ปลายประสาทหูเสื่อม
3. แคลเซียมในหูชั้นในหลุด
วันๆก็เวียนหัวเซไปเซมาเหมือนคนเมาเหล้า ตลกดีหนอชีวิต
 
และแล้ววันนี้ก็มาถึง ใบสั่งหมอหลังจากตรวจมาสารพัดโรค หลังจากหาหมอมามากกว่า 10 ครั้ง
มีใบสั่งให้อาทิตย์หน้า ไปสแกนสมอง (MRI) เพื่อตรวจหาเนื้องอกในสมอง
 
หยุด.....
อย่าเศร้า แม้ว่าลึกๆในใจก็แอบเครียด แอบกลัว แต่ไม่ว่าผลการตรวจจะเป็นอย่างไร
มันทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น เพราะอย่างน้อยพอมาเจอกับตัวเองทำให้เข้าใจอย่างแท้จริง 
ว่าชีวิตคนเรามันสั้นขนาดไหน 
 
ชีวิตมันสั้นนัก ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่นะครับ
"Tomorrow never come"
ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เป็นวันนี้ทุกที Cr. อ สมยศ
 
ปล.. อย่าเครียดมาก เพราะที่ผมเป็นอย่างนี้ก็เพราะเครียดมากนั่นแหละ คิดบวกเอาไว้นะ :)
 

ข่าวล่ามาใหม่

posted on 16 Feb 2012 21:40 by kemkem in LIFE
แว่วๆมาว่าเรียนหนังสือจะจบแล้ว ใช้เวลามา 2 ปี กำลังลองกลับมาดูว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันเปลี่ยนไปยังไง............. 
เรื่องดีๆ ในเรื่องร้ายๆ คงต้องเรียกอย่างนั้นมั้ง
ตอนนี้ชีวิตมี  7 วัน กับคิวงานที่รัดเอี๊ยด
ทำงาน เรียน 
ใจนึงมันก็เหนื่อย บางทีก็อยากขอยอมแพ้
แต่ถ้าไม่มีกำลังใจดีๆจากคนรอบข้างก็คงแย่อาจจะขอวางมือไปแล้ว
เรื่องไม่ดีแต่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็คงเป็นเรื่องของใจเรื่องเดิม
ช่วงนี้อยู่ในระหว่าง กระเสือก กระสน ที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ เพียงลำพัง
ส่วนการงานก็ถือว่าอยู่ในเกณท์ดีมาก การเรียนก็ถือว่าอยู่ในเกณท์ไม่เลวร้ายอะไร
ถึงจะหนักหน่อยแต่ว่าอย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้ยุ่งจนลืมคิดอะไรหลายๆอย่างไปได้
แม้ช่วงเวลานึงก็ยังดี
 
แต่ทว่าเรื่องดีเรื่องใหม่ก็คือ พึ่งได้ไปเที่ยวมาครับ
นับว่าเป็นการเที่ยวที่เต็มอิ่มครั้งแรกในหลายรอบปีเลย
เรียกว่าไม่ใช่ชาร์ทแบทแล้ว เรียกว่าเปลี่ยนแบทเลยดีกว่า 
ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานแล้วครับ ความจริงก็กลับมาซักพักแล้วแต่ว่า
ไม่มีเวลาเลย ไม่มีเวลาแม้กระทั่งเอารูปมาดูจริงๆจังๆ
 
ถือเป็นของขวัญกับการเซ็นสัญญา 20 ปี
ก็ได้ไปเที่ยว "ญี่ปุ่น" แต่รอบนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆตรงที่
14 วัน 12 คืน จุใจ ค่าที่พัก ที่กิน อาหารดีๆ แบบมีสปอนเซอร์
เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังนะครับ
 
เหนือเรื่องแย่ๆก็คงมีเรื่องดีๆอยู่บ้างแหละ.......olive juice
 
 

เคยดูหนังเกาหลีเรื่องนึง ตอนที่ไฟดับในรถใต้ดิน ทุกคนจ้าละหวั่นโทรศัพท์แต่พระเอกกลับไม่รู้จะโทรหาใครดี มันเศร้ามากเลยถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง แล้วก็เป็นตัวเราเอง

วันนี้เพราะว่าโทรศัพท์เก่า (เก่ามากอายุ 6 ขวบ) เกิดอาการเดี้ยงแล้ว เลยจำเป็นต้องซื้อเครื่องใหม่ แต่ว่าเจ้ากรรมดันต่อเนทไม่ได้ เลยต้องกลับไปที่ศูนย์ไปให้เค้าดู อาเจ๊คนขายก็ตรวจดูเบื้องต้นให้แล้วก็ยืนเครื่องกลับมา

" น้องลองส่ง message หาใครก็ได้ซิ "

............................

ผ่านไป 30 วินาที

ผมยืนนิ่งๆ แล้วก็อดขำไม่ได้..

ได้แต่หัวเราะแหะๆๆ แล้วก็บอกว่า " นึกไม่ออกครับพี่ ว่าส่งให้ใครดี "

แล้วผมก็ได้แต่ยืนอึ้ง ไปกว่า 10 นาทีระหว่างรอที่เค้าเช็คเครื่อง

 

มันเหงาจังครับ ใจมันเหงา
ผมเลิกติดต่อกับคนที่ผมรักที่สุด
ทำยังไงมันก็ทำใจไม่ได้ครับ
เค้าส่งข้อความมาว่า " my stupid sence telling me that you love me the most....."
น้ำตามันไหลเหมือนต้องการฟังคำนี้รึเปล่า
ทำไงดีครับ......

ด้านการงาน ตอนนี้กำลังรุ่งเลยเชียว ผมได้งานหลายที่แต่สุดท้ายผมตัดสินใจอยู่ที่นี่ครับ พร้อมกับสัญญา 20 ปี เหอะๆให้มันได้อย่างนี้สิชีวิต
แต่ว่ามันเหงาเว้ยยย...

ความฝัน...

posted on 06 Apr 2010 22:11 by kemkem in LIFE

ในเวลาที่ผมนอนหลับ ผมมักจะฝันเรื่องเดิมๆซ้ำๆ… ฝันว่าต้องปั่นจักรยาน ต้องออกแรงอย่างเหน็ดเหนื่อย เพื่อที่จะตามหา หรือหนีอะไรซักอย่าง ปั่นไปโดยที่ปลีน่องรู้สึกอ่อนล้า กล้ามเนื้อขาแทบไม่มีแรงจะเหยียบที่วางเท้า แต่ว่าก็ต้องปั่นต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด… เหนื่อยใจแทบขาด อยากจะให้มันสิ้นสุดสักที แต่ว่ามันก็ไม่สิ้นสุด

เมื่อสมัยเด็กผมมักจะถูกเลี้ยงโดยให้อยู่คนเดียว ดูแลตัวเอง ทำกับข้าวกินเอง เฝ้าบ้านริมแม่น้ำที่มีสวนกว้างๆ ตอนกลางคืนก็มีแต่เสียงนกเสียงจั๊กจั่นเป็นเพื่อน ส่วนเพื่อนแถวๆบ้านผมก็คงไม่ต้องถามเพราะเพื่อนรุ่นๆเดียวกันก็ไม่ได้คลุกคลีเล่นกันตั้งแต่เด็ก

คิดจะเรียนที่ไหน… ทำยังไง.. ผมก็สมัครเองเรียนเองมาตลอด ผมจำได้ว่าเข้า ม1 โรงเรียนประจำจังหวัด วันที่สมัคร ผมก็อาศัยเพื่อนๆไปสมัครด้วยกัน แล้วก่อนวันรายงานตัวก็มีการจับฉลากพ่อแม่ก็มาส่งแล้วก็ไปต่างจังหวัด ต้องกลับบ้านเอง แต่วันนั้น ผมดันจับฉลากได้ ผมตื่นเต้นจนนั่งทรุดแทบเป็นลม เสียงเชียร์จากคนที่มามุงดูก็เต็มไปหมด แต่ว่าผมมองหาพ่อกับแม่ก็ไม่มี แต่ก็ยังดีที่ได้พกความดีใจกลับไปที่บ้าน แม้ว่าจะต้องกลับไปอยู่คนเดียวก็เถอะ… แต่พอผมกลับถึงบ้านก็มีเสียงโทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น ที่มีปลายสายเป็นเสียงของอาจารย์ที่โรงเรียนที่รู้จักกับแม่เพื่อน บอกว่าผมเซ็นเอกสารไม่ครบ ให้รีบกลับมาเซ็นเอกสารด่วน ภายในเย็นของวันนี้

ระยะทางจากบ้านผมก็ต้องปั่นจักรยานออกไปหลายกิโลเมตรฝากจักรยานไว้ที่ร้านขายของที่รู้จัก แล้วก็ต้องเดินไปรอรถสองแถว ที่เหมือนจะนานมากกว่าที่จะลงจากสะพานเข้าเมือง นั่งเข้าไปในเมืองก็ซัก 20 นาทีแล้วก็ต้องเดินไปโรงเรียนอีกว่า 15 นาที สำหรับเด็กอายุสิบกว่าขวบ มันเป็นเรื่องใหญ่โตและเหนื่อยหนักมาก ผมจำลมร้อนๆแสงแดดที่แผดแสง ยามเย็นๆได้ ความรู้สึกของการปั่นจักรยานที่หนักอึ้ง ลมที่ตีหน้า แล้วความเร่งรีบยังต้องมาบังคับ

แล้วคำถามแรกที่อาจารย์ถามก็คือ “…ผู้ปกครองไม่มาด้วยเหรอ…” โชคดีที่ที่แม่เพื่อนเป็นอาจารย์ด้วยกันเลยไม่ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นต์ นั่นคงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมฝัน….ผมฝันว่าผมปั่นจักรยาน มันหนัก มันเหนื่อย เหมือนมันจะไม่มีแรงปั่นต่อไป ผมฝันแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโตครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งโตมาผมก็ยังฝันมันต่อไป

จำได้ว่าช่วงหนึ่งไปทำงานแถวทะเลอยู่หลายปี มันคงเหมือนอีกโลกนึง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหรืออีกฝั่งหนึ่งนั้นมันมีอะไร ผมไม่ฝันแบบนั้นอีกเลย…..

แต่…เมื่อคืนผมฝัน….........